ความตื่นเต้นของสายจากอดีตสู่ความหลอนกับ ‘สายตรงต่ออดีต’ The Call 2020

วงการภาพยนตร์เกาหลีมักมีเรื่องให้เราได้ตื่นเต้นและรอคอยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์อย่างพาราไซต์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ไปเมื่อปีที่ผ่านมาด้วยพล็อตและการถ่ายทำที่น่าตื่นตาตื่นใจ หรือแม้แต่เล่ห์รักนักล้วง (The Handmaiden) ที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ออกฉาย และปีนี้ Netflix ก็นำเรื่องราวของสายตรงต่ออดีต (The Call 2020) อีกหนึ่งภาพยนตร์เกาหลีที่จะถูกพูดถึงและติดลิสต์ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในใจของใครหลายคนอย่างแน่นอนมาให้เราได้ชมกัน “สายตรงต่ออดีต” (The Call 2020) ภาพยนตร์เกาหลีที่มีดีมากกว่าที่คิด The Call 2020นำแสดงโดยนางเอกที่เราคุ้นหน้ากันดีอย่างพัคชินฮเย จุนจงซอ และคิมซองรยอง และเรื่องราวก็เริ่มต้นที่ความขัดแย้งของ ซอยอน ตัวเอกของเรื่องที่มีปัญหากับแม่และหันหลังกลับไปที่บ้านเพื่อพบเจอกับสายโทรศัพท์ที่โทรมาจากบ้านหลังเดียวกันนี้ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 20 ปีก่อน จะรู้สึกดีแค่ไหนหากเรากลายเป็นผู้ช่วยชีวิตเด็กสาวคนหนึ่งจากการถูกฆาตกรรมโดยมารดาของเธอเอง? ซอยอน เป็นคนนั้นที่เลือกช่วย โอยองซุก เด็กสาวที่ขณะนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ แต่กลับโดนแม่ที่คลั่งเวทมนตร์ไสยศาสตร์กักขังไว้ในบ้าน ทำร้ายร่างกายเธอต่าง ๆ นานา และซอยอนเป็นคนเดียวที่รู้อนาคตของเธอและช่วยเธอได้ ซอยอนช่วยยองซุกจากการถูกมารดาฆ่า ในทางกลับกัน โอยองซุกก็ไปช่วยพ่อของซอยอนที่กำลังจะเสียชีวิตเพราะถังแก๊สที่บ้านระเบิด ใน สายตรงต่ออดีต อนาคตถูกเปลี่ยนแปลง และทั้งคู่ดูเหมือนจะยินดีกับความเปลี่ยนแปลงนี้ โยองซุกยังมีชีวิตอยู่ และซอยอนก็ได้กลับมามีชีวิตครอบครัวพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก แต่นั่นกลับจุดความริษยาและอารมณ์อันแปรปรวนของโอยองซุก หลังจากที่ฆ่าแม่เพื่อหนีรอดมาในครั้งนั้น ทำให้เธอต้องเอาตัวรอดในครั้งต่อ ๆ มาและลากเอาซอยอนเข้าไปเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย แต่ซอยอนเมื่อรู้ว่าเธอคือฆาตกรแล้วก็ไม่ต้องการร่วมมือกับเธออีกสายตรงต่ออดีต จากการปูเรื่องแบบหักมุมหลายชั้น เปลี่ยนเส้นเรื่องอนาคตแบบคาดเดาไม่ได้ และเอฟเฟกต์อันเหนือชั้น สู่บทสรุปที่สมเหตุสมผลและยอมรับได้ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์หนึ่งที่เพื่อน ๆ ไม่ควรพลาดสำหรับปี 2020 นี้แม้จะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ลงให้ดูในโรงภาพยนตร์ปกติก็ตาม แน่นอนว่าเราหาภาพยนตร์เรื่องนี้ดูได้ง่ายกว่านั้นด้วย Netflix ที่ช่วยให้ดูได้ทุกที่ทุกเวลา หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนัง Netflix เรื่องอื่นๆ เช่น “เดอะเกรย์แมน” ที่เทียบได้กับวินเทอร์โซลเยอร์ของรูสโซ่ ได้อีกที่ filmograd.net

“เดอะเกรย์แมน” ที่เทียบได้กับวินเทอร์โซลเยอร์ของรูสโซ่

อาจเป็นภาพยนตร์ที่เปลี่ยนโฉมของแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์ก็ว่าได้ เมื่อทางผู้กำกับอย่างพี่น้องรูสโซ่ได้ออกมาพูดถึงภาพยนตร์ใหม่ของพวกเขาอย่าง เดอะเกรย์แมน ที่จะได้รับการเข้าฉายผ่านสตรีมมิ่งชื่อดังว่ามีความใกล้เคียงกับภาพยนตร์เรื่องกัปตันอเมริกาภาควินเทอร์โซลเยอร์อย่างมาก ซึ่งทั้งสองคนกลายเป็นผู้กำกับที่ชื่อเสียงนับตั้งแต่ปล่อยผลงานแรกออกมากับมาร์เวลจนกระทั่งได้รับหน้าที่ในการทำภาพยนตร์เรื่องใหญ่ของค่ายอย่างซีวิลวอร์และอเวนเจอร์ อินฟินิตี้วอร์กับเอนด์เกมเพื่อปิดตำนานในเฟสสามอีกด้วย “เดอะเกรย์แมน” ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของสองพี่น้องตระกูลรูสโซ่ ส่วนภาพยนตร์เรื่องเดอะเกรย์แมนนั้นก็จะได้ชายที่ได้รับบทในกัปตันอเมริกาอย่างคริส อีแวนส์ที่จะได้รับบทเด่นคู่กับไรอัน กอสลิ่งในเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจากนิยายที่เขียนโดยมาร์ก กรีนนีย์ที่เกี่ยวข้องกับนักฆ่าอิสระที่ทางอีแวนส์เป็นคนแสดงประกบกับอดีตสายลับซีไอเออย่างคอร์ท เกนทรี ซึ่งทั้งสองจะต้องคอยหนีการตามล่าของหน่วยซีไอเออีกคนอย่างลอยด์ ฮานเซน โดยที่ทางเน็ตฟลิกซ์หวังว่าตัวภาพยนตร์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จจนทำภาคต่อออกมาได้ในอนาคตเหมือนกับแฟรนไชส์ดังอย่างสายลับ 007 นั่นเอง หลังจากที่ทางพี่น้องตระกูลรูสโซ่ได้ออกมาเจอกับสื่อในงานซีซีเอกซ์พีนี้เอง จึงทำให้พวกเขาได้พูดถึงผลงานเรื่องล่าสุดอย่างเดอะเกรย์แมนและโอกาสที่จะได้ทำภาคต่อจากตัวละครต่างๆ ในเรื่อง ซึ่งจะมีอารมณ์คล้ายกับเรื่องวินเทอร์โซลเยอร์ที่มีต่อยอดตัวละครอย่างทีชาล่าหรือแบล็คแพนเธอร์ออกไปนั่นเอง โดยสองพี่น้องได้สัมภาษณ์ไว้ว่า เรื่องเกรย์แมนจะเป็นภาพยนตร์สายลับและจะมีความใกล้เคียงกับเรื่องกัปตันอเมริกาในอดีตตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่รวมถึงการเจาะข้อมูลผ่านเครือข่ายต่างๆ อีกด้วย ต้องยอมรับว่าเดอะเกรย์แมนกำลังจะเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่ฉายผ่านทางเน็ตฟลิกซ์หลังจากที่พวกเขาลงทุนไปมากกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อดึงตัวนักแสดงและทีมงานต่างๆ เพื่อผลิตภาพยนตร์ที่ทางผู้กำกับกล้าออกมายืนยันว่าแฟนๆ ของเรื่องวินเทอร์โซลเยอร์จะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนังต่างประเทศเรื่องอื่นๆ เช่น แนะนำหนังเก่าน่าดูในเน็ตฟิกอย่าง “โรมิโอ+จูเลียต” (Romeo and Juliet) ได้อีกที่ filmograd.net

รีวิวหนังรอมคอมเรื่องใหม่ Love Guaranteed ฉายแล้วทาง Netflix

ความรักสามารถการันตีได้หรือไม่? นี่คงเป็นคำถามที่พวกเราหลายคนคิดอยากหาคำตอบทั้งที่ก็เหมือนจะรู้คำตอบกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังเลือกที่จะออกค้นหามันต่อไปอย่างมีความหวังว่าสักวันจะได้เจอ ไม่ว่าความรักจะสามารถการันตีได้หรือไม่ก็คงสุดแล้วแต่ตัวของเราเองมากกว่าว่าจะให้คุณค่าและความหมายกับคำนี้อย่างไร ทาง Netflix เองก็คงเห็นความสำคัญกับรักแท้ไม่น้อยจึงสร้างหนังรักรอมคอมเรื่องใหม่เรื่อง “Love Guaranteed” นี้ขึ้นมา แม้ดูภายนอกแล้วจะเป็นหนังที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นหรือน่าติดตามเรื่องราวต่อ แต่บอกเลยว่าเมื่อได้ดูแล้วจะพบกับความลึกซึ้งของหนังเรื่องนี้และหลงรักตัวละครในเรื่องอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เรื่องราวของ “ซูซาน” ทนายหญิงที่ต้องพยายามหาเงินจำนวนมากมาค้ำจุนสำนักงานทนายความของเธอเอาไว้ให้ได้ จนทำให้เธอต้องรับว่าจ้างคดีให้กับหนุ่มผิวสีคนหนึ่งชื่อ “นิค” ซึ่งเขาตั้งใจจะฟ้องร้องเว็บไซต์หาคู่หนึ่งที่ชื่อ Love Guaranteed ที่เขานั้นได้ใช้งานและพบว่าไม่เห็นจะพบความรักอย่างที่เว็บไซต์อวดอ้างมาแต่น้อยเลย ซึ่งการว่าความนั้นก็เป็นไปอย่างดุเดือดทีเดียว การที่เว็บไซต์ถูกจอมตีนั้นก็ได้ให้การมาหากจะโจมตีเว็บไซต์นี้ก็เหมือนโจมตีแอปหาคู่อื่น ๆ ด้วย และทำให้ตลอดการที่เราชมหนังเรื่องนี้ก็ได้กลับมาฉุกคิดอยู่ตลอดว่า “ความรักมันการันตีได้ไหม” อยู่ตลอด ซึ่งก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากทีเดียว อีกทั้งการที่ทนายสาวเริ่มจะมีใจให้กับนิคที่เป็นลูกความก็ทำให้เนื้อเรื่องดูน่าติดตามขึ้นไปอีกมาก สุดท้ายแล้วฝ่ายไหนจะได้รับชัยชนะในการฟ้องครั้งนี้คงต้องติดตามต่อไปภายในเรื่อง แล้วคุณล่ะคิดว่าความรักสามารถการันตีได้หรือไม่ ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหนัง “Love Guaranteed” ประเภท : โรแมนติก ดราม่า ผู้กำกับ : มาร์ก สตีเวน จอห์นสัน นักแสดงนำ : เรเชล ลีห์คุ๊ก,เดม่อน วายนส์ จูเนียร์,เฮเทอร์ แกรห์ม,แคนดิส แมคเคลอร์ ความยาว : 1 ชั่วโมง 30 นาที กำหนดฉาย : 3 กันยายน 2563 หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนัง Netflix เรื่องอื่นๆ เช่น รีวิวอนิเมชั่นเรื่องฮิตอย่าง “Over The Moon” กับการผจญภัยบนดวงจันทร์ ได้อีกที่ filmograd.net

รีวิวอนิเมชั่นเรื่องฮิตอย่าง “Over The Moon” กับการผจญภัยบนดวงจันทร์

จากตำนานความเชื่อปรัมปราเกี่ยวกับความเป็นมาของเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ของจีนซึ่งถูกนำมาตีความใหม่และใส่จินตนาการลงไป ทำให้แอนิเมชั่นเรื่อง “Over The Moon” นี้ได้ใจเหล่าผู้ชมไปเต็ม ๆ เรื่องนี้เล่าถึง “เฟยเฟย” เด็กสาวที่ต้องสูญเสียแม่ไปตลอดหาล ซึ่งแม่ก็เปรียบเสมือนทุกอย่างของเธอ ความเชื่อความศรัทธาที่เธอได้ยินผ่านนิทานก่อนนอนของแม่มันมีส่วนสำคัญกับการเดินทางของเธอในครั้งนี้ ผู้เป็นพ่อพยายามหาแม่เลี้ยงใหม่เพื่อมาดูแลเด็กหญิง แต่แน่นอนว่าเธอไม่ต้องการคนที่จะมาแทนที่แม่ของเธอ ทำให้เฟยเฟยบอกกับพ่อว่าเธอเชื่อว่า “ความรักเป็นสิ่งที่เรารอคอยได้” เหมือนอย่างที่แม่เคยพูดกับเธอไว้ การผจญภัยของเธอและกระต่ายน้อยบันจี้ได้เริ่มต้นขึ้น ทำให้เด็กหญิงได้มีโอกาสไปเจอกับอาณาจักรแห่งดวงจันทร์อย่างลูนาเลีย และได้พบเจอกับ “ฉางเอ๋อ” เทพีแห่งดวงจันทร์ที่ต้องทนทุกข์ทรมาณกับการสูญเสียสามีอันเป็นที่รักและต้องอยู่ด้วยความโดดเดี่ยว อนิเมชั่นเรื่องนี้ให้กลิ่นอายของดิสนีย์ได้อย่างดี มีเพลงประกอบที่ไพเราะและมีพลังอยู่หลายเพลง การแปลเพลงบางท่อนรู้สึกว่าแปลตรงตัวมากไปหน่อย จึงรู้สึกว่าต้นฉบับนั้นทำได้ดีกว่าเล็กน้อย ปมหลักของเรื่องเล่าออกมาได้ดีมาก ๆ จินตนาการของผู้สร้างนั้นสวยงามตระการตาผนวกกับโปรดักชันสุดอลังการที่ยิ่งใหญ่สร้างความประทับใจได้อย่างมาก ส่วนตัวคิดว่าเรื่องที่น่าพิจารณาน่าจะเป็นเรื่องปมท้ายของเรื่องที่ดูจะเฉลยง่ายไปเสียหน่อย และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เล่าไม่ได้ลึกมากทำให้เราไม่รู้สึกอินมากนัก แต่ก็เป็นไปได้ว่าผู้สร้างต้องการให้โฟกัสที่อาณาจักรแห่งดวงจันทร์มากกว่าก็เป็นได้ สุดท้ายนี้ใครที่กำลังมองหาแอนิเมชั่นมิวสิคัลน้ำดีสักเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนดูดิสนีย์ก็ต้องเป็นเรื่องนี้แน่นอน รับรองว่าดูแล้วไม่ผิดหวัง! ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอนิเมชั่น “Over The Moon” ประเภท : อนิเมชั่น ผจญภัย ผู้กำกับ : เกล็น คีแอน นักแสดงนำ : ฟิลลิปา ซู,แซนดรา โอห์,เคน จอง,คิมิโกะ เกล็นน์ ความยาว : 1 ชั่วโมง 40 นาที กำหนดฉาย : 23 ตุลาคม 2563 หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนัง Netflix เรื่องอื่นๆ เช่น รีวิว A Whisker Away เหมียวน้อยคอยรัก หนังอนิเมะอีกเรื่องของญี่ปุ่น ได้อีกที่ filmograd.net

Isn’t It Romantic เมื่อคนที่ไม่เชื่อในความรักต้องกลายเป็นนางเอกหนังเหล่านั้นเอง

“คุณเคยดูหนังรักโรแมนติก แล้วฝันหวานไปกับมันไหม” คำถามนี้น่าจะชวนเปิดเรื่องได้ดีทีเดียว เพราะชีวิตของสถาปนิกสาวคนหนึ่งในหนังเรื่อง “Isn’t It Romantic” กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาลจากความเชื่อที่แม่เธอฝังหัวของเธอตั้งแต่เด็กว่าความรักนิรันดร์ รักแท้ รักแรกพบอะไรพวกนั้นมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และไม่ควรเชื่อมันจากการดูหนังรักโรแมนติก ตั้งแต่วันนั้นฝันของเธอก็เหมือนแตกสลาย และ “นาตาลี” ก็ไม่เคยเชื่อในความรักอีกเลย ชีวิตการทำงานของเธอแม้จะไปได้ดีแต่เพื่อนร่วมงานที่เอาแต่มองว่าเป็นคนไม่มีค่า พวกเขาปฏิบัติต่อเธออย่างไม่ใยดี จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พูดคุยกับชายคนหนึ่งตรงสถานีรถไฟ และเธอคิดว่าหรือบางทีควรจะลองเปิดใจดูดี แต่ทว่าเขาก็เป็นโจรที่จ้องจะขโมยกระเป๋าเธอเท่านั้น นาตาลีวิ่งไล่เขาไปจนตัวเองชนกับเสาอย่างเต็มแรงและสลบไป ฝืนขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่โรงพยาบาลแล้ว แต่เรื่องราวน่าแปลกใจก็คือ คุณหมอที่มาดูอาการเธอดูจะหล่อแซ่บเกินกว่าจะเป็นหมอ และสภาพแวดล้อมโดยรอบที่ดูไม่เหมือนโรงพยาบาลจริง ๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย นิวยอร์กกลายเป็นเมืองสะอาดตั้งแต่เมื่อไร แล้วเสียงเพลงที่จู่ ๆ ก็ขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยคืออะไร นี่มันไม่มีคำอธิบายอื่นแล้ว นอกจากว่าเธอกำลังติดอยู่ในหนังรักโรแมนติกที่เธอเกลียดยังไงล่ะ! ความคอมเมดี้ของหนังเรื่องนี้ไม่มากไปไม่น้อยไปถือว่าใส่มาได้แบบพอดี ๆ ดูเอาเพลิน ๆ อีกทั้งยังเห็นการล้อหนังรักในดวงใจหลายเรื่องซึ่งเป็นกิมมิกที่น่ารักทีเดียว มุกฮา ๆ ก็ใส่มาแบบไม่ยัดเยียดดูแล้วเป็นธรรมชาติดี อีกทั้งสิ่งที่ได้กลับมายังเป็นข้อคิดว่าสุดท้ายแล้วคนที่เราควรรักที่สุดไม่ใช่ใครอื่น นอกจากรักตัวเองและคอยใส่ใจดูแลตัวเองเสมอต่างหาก ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหนัง “Isn’t It Romantic” ประเภท : โรแมนติก คอมเมดี้ ผู้กำกับ : ทอดด์ สเตราส์ ชุลสัน นักแสดงนำ : เรเบล วิลสัน,เลียม เฮมส์เวิร์ท,ปริยังกา โจปรา,อดัม ดีไวน์ ความยาว : 1 ชั่วโมง 29 นาที กำหนดฉาย : 13 กุมภาพันธ์ 2562 หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนังต่างประเทศเรื่องอื่นๆ เช่น หนังครอบครัวเบาสมอง “Think Like A Dog” เหมาะกับดูช่วงวันหยุดกับคนที่คุณรัก ได้อีกที่ filmograd.net

รีวิว A Whisker Away เหมียวน้อยคอยรัก หนังอนิเมะอีกเรื่องของญี่ปุ่น

ปัญหาที่มนุษย์อย่างเรา ๆ ต้องประสบพบเจอในแต่ละวัน ทั้งเรื่องอดีต ปัจจุบัน อนาคต ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องน่าปวดหัวทั้งสิ้น จนหลาย ๆ ครั้งเมื่อมองไปที่เจ้าแมวเหมียวผู้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย นอนขดตัว และได้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอย่างสบายใจก็มีชีวิตที่ดูน่าอิจฉาสุด ๆ ไปเลย แต่ใครจะรู้บ้างว่าแท้จริงแล้วชีวิตของเจ้าเหมียวเป็นยังไง และหากเลือกได้คุณอยากกลายร่างเป็นแมวบ้างหรือไม่ เหมือนกับในอนิเมะเรื่องใหม่อย่าง A Whisker Away เหมียวน้อยคอยรัก หรือไม่ อนิเมะเรื่องใหม่จากญี่ปุ่นที่ฉายทาง Netflix แล้ววันนี้ได้เล่าเรื่องราวของเด็กสาวมัธยมอย่าง “มุเกะ” เด็กสาวแสนสดใสที่ต้องเผชิญกับปัญหาภายในครอบครัวไม่เว้นแต่ละวัน จนทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจอยู่ตลอด แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป เมื่อมุเกะได้รับหน้ากากแมวมาซึ่งเมื่อสวมใส่เธอจะสามารถกลายร่างเป็นแมวได้! มุเกะเองก็เป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างลุยอยู่แล้วโดยเฉพาะเรื่องความรัก ใส่เต็มร้อย ไม่ยั้งแม้แต่น้อย จนทำให้ “ฮิโนเดะ” เพื่อนร่วมชั้นที่โดนเธอจีบอยู่รู้สึกไม่ชอบใจเพราะรู้สึกรำคาญและเลือกที่จะเมินใส่เธอ มุเกะ รู้สึกเหมือนโลกนี้ช่างน่าเบื่อและเธอโดดเดี่ยวเกินไปแล้ว จึงทำให้เธอเลือกที่จะกลายร่างเป็นแมว และทุกครั้งที่ฮิโนเดะเห็นแมวตัวนี้เขาก็มักเข้าไปอุ้มและกอดรัดด้วยความเอ็นดู ซึ่งมันก็ทำให้เด็กสาวอย่างมุเกะอบอุ่นใจอยู่เสมอ และเริ่มที่จะติดใจร่างแมวนี่เสียแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งเธอต้องเลือกว่าสุดท้ายเธอจะอยู่ในร่างไหนกันแน่ก็มาถึง ตัวอนิเมะเรื่องนี้แม้จะเล่าเรื่องได้เบาไปนิด แต่เมื่อเสริมประเด็นเรื่องการหลบหนีปัญหาของมนุษย์เพิ่มเข้าไป และสาเหตุที่นางเอกกลายเป็นคนเรียกร้องความสนใจจากการขาดความรักจากครอบครัวเข้ามาทำให้ตัวเรื่องมีน้ำหนักมากขึ้น น่าติดตามและเอาใจช่วยนางเอกมาก อีกทั้งการเล่าเรื่องโลกของแมวน้อยก็ทำได้น่าสนใจมาก ๆ เราได้เห็นมนุษย์ครึ่งแมว และแมวที่มีสังคมร่วมกัน โปรดักชันภาพสวยงามสดใสทำให้อนิเมะเรื่องนี้ดึงดูดผู้ชมได้ทุกช่วงวัย แต่ก็มีข้อติเพราะเนื้อเรื่องยังไม่สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกอินไปกับตัวละครเท่าที่ควร ส่งผลให้แอนิเมะเรื่องนี้ยังไม่ได้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งกินใจเหมือนหลายเรื่องที่ผ่าน ๆ มา ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหนังอนิเมะ A Whisker Away เหมียวน้อยคอยรัก ประเภท : แอนิเมชั่น-มังงะ ผู้กำกับ : จุนอิจิ ซาโต้ ตัวละครหลัก : Yoji Sasaki,Miyo Sasaki ความยาว : 1 ชั่วโมง 53 นาที กำหนดฉาย : 18 มิถุนายน 2563 หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนัง Netflix เรื่องอื่นๆ เช่น รีวิว Desperados เสียฟอร์ม ยอมเพราะรัก รอมคอมเรื่องใหม่จาก Netflix ปี 2020 ได้อีกที่ filmograd.net

รีวิว Desperados เสียฟอร์ม ยอมเพราะรัก รอมคอมเรื่องใหม่จาก Netflix ปี 2020

รีวิว Desperados จะเป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนนึงที่โชคชะตา (เหมือน) จะไม่เข้าข้างเธอเลยในตอนแรกอย่าง “เวสลีย์” ที่ทั้งเพิ่งเลิกกับแฟนเก่า เงินก็ไม่มีใช้ ชีวิตสิ้นหวังสุด ๆ จนได้บังเอิญมาเจอกับ หนุ่มหล่อสุดฮอตที่สายเปย์อย่างสุด ๆ “จาเรด” ซึ่งทั้งคู่ก็เหมือนจะไปได้ด้วยดี จนกระทั่งพักหลัง ๆ จาเรดไม่ส่งข้อความ หรือติดต่อกลับมาหาเวสลีย์เลย ทำให้เธอคิดว่าเขาคงทิ้งเธอไปแล้วแน่ ๆ เธอโกรธมากและเสียใจด้วยจึงขาดสติขั้นสุดส่งอีเมลไปด่าเขาเสีย ๆ หาย ๆ เรียกได้ว่ากระหน่ำด่าเลยล่ะ จนมารู้ทีหลังว่าสาเหตุที่จาเรดไม่ได้ติดต่อกลับมาเพราะเขาประสบอุบัติเหตุจนต้องอยู่ห้อง ICU ด้วยอาการโคม่า และโทรศัพท์ของเขาก็ยังอยู่ที่เม็กซิโกระหว่างการเดินทางอีกด้วย ทีนี้แหละเป็นเหตุให้เวสลีย์ชวนเพื่อนสาวอีก 2 คนออกเดินทางไปเม็กซิโกเพื่อหวังที่จะแอบลบอีเมลที่ส่งให้เขาไปก่อนหน้านี้ให้ทันเวลา ระหว่างที่อยู่เม็กซิโกสามสาวก็มีโอกาสได้เจอกับผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตและเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับพวกเธอ จะว่าไปก็เป็นประสบการณ์ที่หลากหลายด้าน โดยหนังเรื่องนี้จะใส่ความคอมเมดี้ผ่านมุก 18 + เป็นส่วนใหญ่ ใครที่ชอบมุกฮาเกี่ยวกับใต้สะดือก็อาจจะถูกใจกันเป็นพิเศษ ความแสบร้ายของสามสาวก็มีให้เห็นตลอดทั้งเรื่อง แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องสะเปะสะปะ แต่ก็มีการเพิ่มประเด็นของการเป็นตัวของตัวเองแม้ว่าจะอยู่กับคนที่เราชอบ หรือการไม่ยอมทิ้งความฝันของตัวเองก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง อีกทั้งเรายังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเลือกคู่ชีวิตว่าแท้จริงเราไม่ควรมองกันแค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกหรือชื่อเสียงเงินทองของเขาแม้แต่น้อย เพราะความเป็นจริงแล้วเมื่อเราต้องอยู่ร่วมกับใครสักคนสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “การเข้ากันได้” และ “การยอมรับ” ซึ่งกันและกันมากกว่า ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการ รีวิว Desperados ประเภท : คอมเมดี้ ผู้กำกับ : LP นักแสดงนำ : นาซิม เปเดรด,แอนนา แคมป์,ลามอร์น มอร์ริส,ร็อบบี้ อเมล ความยาว : 1 ชั่วโมง 45 นาที กำหนดฉาย : 3 กรกฎาคม 2563 หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับการรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนัง Netflix เรื่องอื่นๆ เช่น รีวิว Over the Moon เนรมิตฝันสู่จันทรา กับตำนานความรักในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ได้อีกที่ filmograd.net

ห้ามพลาด รีวิว All Together Now หนังนอกกระแสฟีลกู้ดจาก Netflix!

ชีวิตของคนเราหลายครั้งที่ต้องพบเจอกับ “ความยากลำบาก” แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความลำบากเหล่านั้นเองที่เข้ามาเติมเต็มความแข็งแกร่งให้กับตัวของเรา เพราะปัญหาทุกปัญหาที่ถาโถมเข้ามาจะกระตุ้นให้เรารู้จักกับการแก้ปัญหา และการทำอย่างไรให้ไม่เจอมันอีก แต่ก็ไม่รู้ว่าปัญหาบางอย่างมันจะยิ่งใหญ่เกินตัวของเด็กสาวคนนี้ไปหรือใหม่ อย่างในเรื่อง All Together Now ที่กล่าวถึงเรื่องราวของเด็กสาวคิดบวก ที่คอยแบ่งปันพลังงานบวกให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ อย่าง “แอมบอร์ แอพเพิลตัน” ที่มีเหตุจำเป็นต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องมาอยู่กับแม่บนรถบัสโรงเรียน และเมื่อต้องอาบน้ำก็ต้องแอบตีเนียนห้องน้ำของที่ทำงานของแอมบอร์เอง ในตัวหนังเราจะได้เห็นมุมมองสุดดาร์กที่เกินคาดเดาของเด็กสาว ที่แม้เธอจะพยายามมองปัญหารอบตัวเป็นสิ่งที่ท้าทายและไม่ใช่บาดแผลอย่างที่หลายคนเลือกมอง มันก็ยากเกินที่จะทำใจให้เข้มแข็งได้ เพราะไม่มีใครอยากที่จะทำเป็นไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับอะไรอยู่ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่เหนื่อยเหลือเกิน แม้ว่าเราจะคาดหวังให้หนังชี้เกี่ยวกับปมของการใช้ชีวิตบนรถบัส แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หนังได้เล่าเกี่ยวกับปมปัญหาครอบครัวที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของแอมบอร์มากกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องดีเพราะทำให้หนังไม่ดูน่าเบื่อเกินไป แน่นอนว่าเป็นธรรมดาของหนังวัยรุ่นที่จะมีเรื่อง “รักวัยรุ่น” สอดแทรกเข้ามาหนังเรื่องนี้ก็มีเช่นกัน ซึ่งเป็นความรักที่เกิดกับนางเอกและพระเอกที่เป็นลูกเศรษฐี เธอเลือกที่จะไม่ขอวาดฝันกับมันมากเพราะรู้ว่าช่องว่างระหว่างเธอกับเขามันมากเกินไป ความสามารถด้านดนตรีที่โดดเด่นของแอมบอร์เราได้เห็นเกือบตลอดทั้งเรื่อง ทั้งการร้องเพลงที่ทำออกมาได้ดีทั้งภาคอังกฤษและไทยเอง นางเอกต้องการจะเรียนต่อที่วิทยาลัยด้านดนตรีโดยเฉพาะแต่นั้นก็ต้องใช้เงินจำนวนมากเลยทีเดียวไม่รู้ว่าเธอจะสามารถทำมันได้สำเร็จหรือไม่ ต้องคอยติดตามชมกัน ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหนัง “All Together Now” ประเภท : วัยรุ่น ดราม่า ผู้กำกับ : เบร็ทท์ เฮลีย์ นักแสดงนำ : อัลลิ’อิ คราวัลโย,เรนชี่ เฟลิซ,จัสติน่า มาชาโด ความยาว : 1 ชั่วโมง 32 นาที กำหนดฉาย : 28 สิงหาคม 2563 หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับการรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนัง Netflix เรื่องอื่นๆ เช่น ชีวิตนี้ขอเลือกตามหัวใจตัวเอง “The Half Of It” รักครึ่ง ๆ กลาง ๆ หนังดีจาก Netflix ได้อีกที่ filmograd.net

ชีวิตนี้ขอเลือกตามหัวใจตัวเอง “The Half Of It” รักครึ่ง ๆ กลาง ๆ หนังดีจาก Netflix

“The Half Of It” กับการเล่าถึงเรื่องราวช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ถือได้ว่าเป็นช่วงชีวิตที่ใคร ๆ ก็รู้สึกผูกพันและไม่อยากสูญเสียมันไป เพราะเราได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากทำ ได้ทดลองสิ่งที่เราได้แต่สงสัยในวันเด็ก ได้มีครั้งแรกในเกือบทุกอย่าง ได้เริ่มต้น ซึ่งเป็นภาพจำที่แสนสุขสมใจของพวกเรา แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะสามารถใช้ชีวิตวัยรุ่นได้ตามหัวใจตนเองอย่างแท้จริง เพราะความจริงแล้วเราต่างก็มีข้อจำกัดและแย่ที่สุดคือเราได้ปิดกั้นหัวใจของเราเองตั้งแต่ต้น หนังเรื่องนี้เป็นการเล่าชีวิตช่วงไฮสคูลของเด็กสาวเชื้อสายเอเชียที่อาศัยอยู่กับพ่อเพียงลำพังในเมืองที่แสนเงียบสงบอย่าง “เอลลี่” ที่ต้องคอยหารายได้พิเศษจากการเขียนรายงานให้เพื่อนในชั้นเรียน จากพรสวรรค์ด้านการเขียนของเธอ ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างทุกวัน ถ้าสังเกตจะรู้เลยว่าชีวิตของเอลลี่ค่อนข้างจืดชืดและไร้สีสันเป็นอย่างมาก แต่แล้ววันหนึ่ง “พอล” หนุ่มนักกีฬาประจำโรงเรียนก็มาขอร้องให้เธอเขียนจดหมายรักให้ เพราะได้ยินมาว่าเธอเขียนเก่ง แต่เธอบอกปัดในตอนแรกเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวและเธอไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย แต่ด้วยเหตุจำเป็นที่บ้านเธอมีค่าใช้จ่ายเยอะ นั่นทำให้เธอตอบรับงาน และยิ่งรู้ว่าคนที่พอลตั้งใจจะเขียนถึงคือ “แอสเทอร์” สาวสวยทรงเสน่ห์ ที่เธอเองกำลังสนใจ เธอก็ยิ่งยินดี แน่นอนว่าสำนวนของเอลลี่สามารถทำให้แอสเทอร์สนใจได้ไม่อยากเลย เพราะมันเต็มไปด้วยความโรแมนติก แต่ปัญหาเกิดตอนที่พอลต้องออกเดตกับเธอต่อหน้า เพราะเขาเป็นคนที่พูดไม่เก่งซึ่งขัดกับคำพูดในจดหมายอย่างสิ้นเชิงทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างลำบากในช่วงแรก เขาจึงขอร้องให้เอลลี่คอยช่วย พวกเขาสองคนก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น จนทำให้พอลเองเกิดอารมณ์หวั่นไหวไปกับเอลลี่ และการกระทำของเขาก็ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วเอลลี่หลงรักแอสเทอร์มาโดยตลอดตั้งแต่แรก ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้เอลลี่กล้าทำตามหัวใจของตนเองในการเปิดเผยความรู้สึกที่มีต่อแอสเทอร์ และทั้งสองก็ได้พูดคุยเริ่มความสัมพันธ์ที่สวยงามกันตั้งแต่วันนั้น ส่วนตัวคิดว่าหนังเรื่องนี้เล่าด้วยโทนที่ค่อนข้างเศร้า เย็น ในตอนแรก แล้วค่อย ๆ บรรจงใส่ความอบอุ่นเข้าไปในเนื้อเรื่องผ่านมิติของตัวละครได้ค่อนข้างแนบเนียน ทำให้เราอินมากขึ้น และค่อนข้างเข้ากับโลเคชั่นในเมืองที่ค่อนข้างเงียบเหงาแม้ว่าจะมีวัยรุ่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากก็ตามที ดูเรื่องนี้จบความคิดที่อยากทำตามความฝันก็กระโจนเข้ามาอย่างพรั่งพรู ใครที่กำลังลังเลในการทำตามใจตนเองควรดูเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหนังเรื่อง “The Half Of It” ประเภท : ดราม่า/LGBTQ ผู้กำกับ : อลิซ วู นักแสดงนำ : เลียห์ ลูอิส,โวล์ฟกัง โนโวกรตซ์,แดเนียล ดีเมอร์ ความยาว : 1 ชั่วโมง 44 นาที กำหนดฉาย : 2563 หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับการรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนัง Netflix เรื่องอื่นๆ เช่น รีวิว Holidate (ฮอลิเดท) หนังรักสำหรับคนเกลียดวันหยุด ที่จะทำให้คุณฟินกว่าเดิม ได้อีกที่ filmograd.net

รีวิว Holidate (ฮอลิเดท) หนังรักสำหรับคนเกลียดวันหยุด ที่จะทำให้คุณฟินกว่าเดิม

เชื่อว่าสำหรับคอหนังหลายๆคนคงจะคุ้นเคยหรือเคยได้ยินชื่อของ “McG” กันมาบ้างแล้วล่ะ ด้วยความที่เขาเคยมีผลงานการกำกับภาพยนตร์ที่เคยสร้างชื่อมาแล้วอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลงานการกำกับหรือเป็นผู้อำนวยการสร้างอย่าง “Charlie’s Angels” , “Rim of the World” หรือหนังในเครือของ “The Babysitter” นั่นเอง และในวันนี้แอดจะพามาดูผลงานของเขากันอีกเรื่องอย่าง รีวิว Holidate (ฮอลิเดท) แต่ว่าในหนังเรื่องนี้นั้นเขาไม่ได้ลงมากำกับเองหรอกนะ เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งในส่วนของผู้อำนวยการสร้างนั้น ยังไงกว่าหนังจะปล่อยออกมาฉายได้ก็ต้องผ่านเขาก่อนทุกขั้นตอนอยู่แล้ว เรียกได้ว่าน่าจะรับรองผลงานได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ชื่อเรื่อง : “Holidate” (ฮอลิเดท) แนว : โรแมนติก คอมเมดี้ นักแสดง : Emma Roberts, Luke Bracey บทภาพยนตร์ : Tiffany Paulsen ผู้กำกับ : John Whitesell ค่าย : Netflix วันฉาย : 28 ตุลาคม 2020 เวลา : 01 ชั่วโมง 43 นาที IMDb : 6.3 (จากทั้งหมด 1,602 โหวต) เรื่องย่อ เรื่องราวของ “สโลน” (รับบทโดย Emma Roberts) หญิงสาวผู้ที่เกลียดวันหยุด เพราะมันเหมือนเป็นวันรวมญาติ ที่ทำให้เธอต้องโดนกดดันจากคนเป็นแม่เรื่องที่อยากให้เธอเริ่มสร้างครอบครัวของตนเองได้แล้ว และในทุกๆวันหยุดนั้นแม่ของเธอก็มักจะพยายามจับคู่กับผู้ชายให้เธอมาโดยตลอด โดยในวันหนึ่งเธอได้พบเจอเข้ากับ “แจ็คสัน” (รับบทโดย Luke Bracey) ชายผู้ที่เกลียดวันหยุดเช่นกันด้วยความบังเอิญในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งในการพบกันของพวกเขานั้น พวกเขาทั้งคู่ได้มีการตกปากรับคำว่า จะเป็นแฟนกันในทุกๆวันหยุดแบบไม่ผูดมัดใดๆทั้งสิ้นตลอดทั้งปี รีวิว Holidate (ฮอลิเดท) เอาเป็นว่าสำหรับหนังเรื่องนี้นั้น สามารถดูได้แบบเพลินๆน่ารักดีนะ เป็นหนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ดูแล้วไม่น่าเบื่อย่างที่คิด เพราะในหนังนั้นพยายามสอดแทรกมุกตลกมาให้เราแอบขำ แอบบอมยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่อง อีกทั้งนางเอกในหนังเรื่องนี้ยังน่ารักมากๆ เข้าขั้นสวยได้เลยแหละ ขนาดแอดเองเป็นผู้หญิงด้วยกัน ยังหลงนางเลย แถมพระเอกของเขาก็ยังดูดีอีกด้วย เรียกได้ว่าในหนังเรื่องนี้มีคนหน้าตาดีกันทั้งเรื่องเลยจริงๆ และในส่วนของการดำเนินเรื่องนั้นก็ถือได้ว่า เดินเรื่องได้รวดเร็วมาก ไม่มีรีรออะไรเลยสักนิด เปิดเรื่องมาปุ๊ป พระเอกกับนางเอกก็ตกลงเป็นแฟนกันวันหยุดซะแล้ว ซึ่งถ้าถามหาว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วได้อะไร แอดบอกเลยว่า มันได้ข้อคิดอย่างหนึ่งนะ นั่นก็คือ ในการที่เราจะรักใครสักคนนั้นเราควรที่จะแสดงตัวตนของเราจริงๆออกมาให้อีกฝ่ายรับรู้ ไม่ใช่เป็นการแกล้งแสดงออกมาแต่ด้านที่อีกฝ่ายต้องการ ตัวอย่าง หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับการรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนัง Netflix เรื่องอื่นๆ เช่น รีวิว Over the Moon เนรมิตฝันสู่จันทรา กับตำนานความรักในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ได้อีกที่ filmograd.net