รีวิวหนัง “เล มิเซราบล์” (Les Misérables) ความรัก อยุติธรรม และการปฏิวัติ

“เล มิเซราบล์” (Les miserable) หนังเพลงมิวสิคัลที่สร้างจากวรรณกรรมฝรั่งเศสของวิกตอ อูโก ซึ่งมีเนื้อหาของหนังอยู่ในช่วงปี 1789-1832 ที่ถือเป็นปีแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นยุคที่ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ ยากจน อดอยากหิวโหย และไม่ได้รับความเป็นธรรม ในขณะที่ชนชั้นปกครองใช้ชีวิตกันอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย สุขสบาย และยังคอยข่มเหงประชาชน จึงนำไปสู่การก่อปฏิวัติขึ้นโดยกลุ่มปัญญาชนผู้ต้องการเสรีภาพและต่อต้านรัฐบาล ซึ่งเรียกตัวเองว่า “กลุ่มอาเบเซ” เล มิเซราบล์ (Les miserable) หนังฟอร์มยักษ์ที่ถูกนำมาสร้างเป็นละครเวที และละครบรอดเวย์มาแล้วหลายครั้ง ก่อนจะมาเป็นหนังฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ วรรณกรรมชิ้นนี้ได้ถูกนำมาสร้างเป็นละครเวที และละครบรอดเวย์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ตัวเอกของเรื่องคือ “ฌอง วัลฌอง” และ “ฟองทีน” เป็นตัวแทนของคนในสังคมที่อดอยากหิวโหยและยากจน ถึงขั้นต้องกลายเป็นหัวขโมยและโสเภณี รูปแบบของหนังเดินเรื่องด้วยการร้องเพลงทั้งเรื่อง และยังให้นักแสดงร้องกันเองแบบสดๆ ไม่ใช่เอาเพลงที่อัดจากสตูดิโอมาวางทับ นักแสดงทุกคนจึงต้องได้รับการแคสต์มาแล้วเป็นอย่างดี ว่าสามารถร้องเพลงได้ไพเราะและใช้เสียงได้นานพอ ซึ่งนักแสดงหลักของเรื่องก็ทำออกมาได้น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น Hugh Jackman, Anne Hathaway, Russell Crowe, Eddie Redmayne และ Amanda Seyfried เรื่องของเพลงประกอบ ถึงไม่บอกก็คงพอเดากันออกว่าจะอลังการแค่ไหน เพราะหนังใช้เพลงในการเดินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบกว่า 3 ชั่วโมง  จึงอัดแน่นไปด้วยเพลงเพราะๆ มากมาย ดนตรีประกอบก็ยอดเยี่ยม ด้านเนื้อเรื่องแม้จะมีบางจุดที่ดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับทำให้รู้สึกขัดใจมากนัก เพราะความดีงามของส่วนประกอบอื่นๆ ช่วยให้มองข้ามไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงและร้องของ Anne Hathaway ซึ่งน้อยคนที่ดูแล้วจะไม่เสียน้ำตาให้กับบทของ “ฟองทีน” สาวอาภัพรักผู้น่าสงสาร และเธอก็ได้รางวัลออสกา สาขานักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ไปครองด้วย รวมถึงการแสดงและร้องของ Hugh Jackman ก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย “Les Misérables” จึงเป็นหนังเพลงแห่งทศวรรษอีกเรื่องหนึ่งที่คนรักหนังควรต้องดู หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับ เว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตาม หนังต่างประเทศ เรื่องอื่นๆ เช่น แนะนำหนังอิสระอย่าง “Jumper” หนังสุดมันส์ที่คุณต้องห้ามพลาด ได้อีกที่ filmograd.net เรามาสนุกกันต่อที่ xoslot69 เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวมเกมต่างๆเอาไว้ให้เราเข้าไปลองเล่นกัน ไม่ว่าจะเกมแนวไหน เรามีให้ทุกคนมาเลือกเล่นกันทั้งหมด

“Wonder Woman 1984” กับการกลับมาของ “ไดอาน่า พริ๊นซ์”

จาก Wonder Woman ในภาคแรก เราได้เห็นเรื่องราวของเจ้าหญิงผู้มาจากดินแดนลึกลับ ซึ่งเดินทางออกมาสู่โลกภายนอก โดยมีความตั้งใจมุ่งมั่นเพื่อหยุดยั้งสงครามที่จะทำลายล้างมนุษยชาติลงให้ได้ ครั้งนั้นเธอเชื่อมั่นในคุณงามความดีว่าจะชนะทุกสิ่ง แต่แล้วสงครามก็สอนให้เธอได้เรียนรู้ในมุมที่แตกต่างและซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เธอเริ่มมองโลกตามความเป็นจริง และกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่หญิงในมุมที่เป็นมนุษย์มากที่สุดในภาคนี้ “Wonder Woman 1984” เชื่อว่าหลายคนคงรอคอยการกลับมาของ “ไดอาน่า พริ๊นซ์” ซุปเปอร์ฮีโร่สาวจาก Amazon เจ้าของฉายาWonder Womanที่ได้เคยสร้างความประทับใจไว้อย่างมากมายในภาคแรกเมื่อปี 2017 กลับมาตื่นตาตื่นใจกันอีกครั้งใน “Wonder Woman 1984” หากมองแค่ภายนอกไดอาน่าเป็นคนที่ดูสมบูรณ์พร้อมทุกอย่างจนสาวๆ ทั่วไปพากันอิจฉาคือ ทั้งสวย เซ็กซี่ เก่ง ฉลาด มีแต่คนอยากเข้ามาทำความรู้จักเธอ แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือเธอมีความโดดเดี่ยวที่ฝังลึก และยังคงคิดถึงคนรักเก่าที่จากไปอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่จะทำให้เขาคนนั้นกลับมาหาเธออีกครั้ง เธอจึงยินดีทำ แต่ทุกสิ่งล้วนย่อมต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นเมื่อเธอได้คนรักกลับมา แต่ต้องแลกกับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน ไดอาน่าจะเลือกอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม หนังภาคนี้ให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์ของนางเอก ไดอาน่า พริ๊นซ์ และสตีฟ เทรเวอร์ ค่อนข้างมาก จนอาจทำให้ส่วนอื่นๆ ถูกลดทอนลงไปบ้าง แต่เสน่ห์ของนักแสดงนำอย่าง Gal Gadot ก็ยังคงเหลือล้นเช่นเดิม เธอเหมาะสมแล้วกับบทของ Wonder Woman ด้วยประการทั้งปวง นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ตัวร้ายที่โดดเด่นมากคือ แม็กซ์เวล ลอร์ด และบาร์บาร่าแอนน์ มิเนอร์วาที่ช่วยเสริมให้เรื่องนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น หลายคนที่ติดภาพหนังซุปเปอร์ฮีโร่ อาจจะผิดหวังกับฉากแอ็คชั่นที่ไม่ได้หนักหน่วงเหมือนในภาคแรก แต่ภาคนี้ก็ได้ทดแทนด้วยบทดราม่าดีๆ ที่สื่อถึงหายนะของความโลภ ความจำเป็นของการเสียสละ และที่สำคัญที่สุดก็คือ การรู้จักปล่อยวางและอยู่กับความเป็นจริง แม้ความจริงนั้น อาจไม่ได้เป็นอย่างที่ใจต้องการ หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับ เว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตาม หนังต่างประเทศ เรื่องอื่นๆ เช่น รีวิวหนังที่มีเนื้อหาที่ทรงคุณค่าอย่าง The Martian : กู้ตาย 140 ล้านไมล์ ได้อีกที่ filmograd.net ความบันเทิงที่เรานำมาเสนอในวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ภาพยนตร์เท่านั้น เพราะในวันนี้เรามาพร้อมกับเกมดีๆอย่าง ufa9889 มาฝากทุกคนด้วย ไปลองเล่นกันเลย!

รีวิวซีรีส์ดราม่าไซไฟเรื่อง “Away” ( ฝากบอกรักจากห้วงอวกาศ ซีซั่น 1)

Away (ฝากบอกรักจากห้วงอวกาศ) ซีรีส์ดราม่าไซไฟผลงานของ Netflix บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตนักบินอวกาศที่ต้องห่างไกลบ้านและครอบครัวเพื่อมาทำภารกิจ แต่แอบเสียดสีประเด็นเชื้อชาติและการเมือง ผ่านนักบินทั้ง 5 คน จากสหรัฐ รัสเซีย อังกฤษ จีน และอินเดีย เรื่องราวของ “Away” (ฝากบอกรักจากห้วงอวกาศ) เรื่องมีอยู่ว่า องค์การนาซ่าได้ร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อทำภารกิจส่งมนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์ ซึ่งมีนักบินจากมหาอำนาจทั้ง 5 ประเทศเข้าร่วม ภายใต้การนำของ “เอ็มม่า กรีน” ผู้บังคับการหญิงของสหรัฐอเมริกา ซึ่งตลอดการเดินทางบนห้วงอวกาศ เอ็มม่าต้องเผชิญกับปัญหาความไม่เชื่อมั่นในตัวเธอ ว่ามีความสามารถมากพอที่จะเป็นผู้บังคับบัญชาได้หรือไม่ และยังมีปัญหาความไม่ไว้วางใจกันของคนในทีม ส่งผลให้การเดินทางเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งซีรีส์ก็ได้นำเสนอปมความขัดแย้งต่างๆ มาให้เราได้เอาใจช่วยนางเอกเอ็มม่ากันแทบจะตลอดทั้งซีซั่น (10 ตอน) เพิ่งจะมีตอนท้ายๆ ที่ปมต่างๆ เริ่มคลี่คลาย  เมื่อคนจากหลายเชื้อชาติต้องมาใช้ชีวิตอยู่รวมกันในสถานที่จำกัด พวกเขาจึงต้องทำความรู้จักซึ่งกันและกัน และเรียนรู้ในความแตกต่างระหว่างกัน เมื่อมีปัญหาก็ต้องร่วมมือกันแก้ไขเพื่อให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ซึ่งซีรีส์ก็พยายามจะนำเสนอว่า ที่สุดแล้วทุกชนชาติก็คือเพื่อนร่วมโลกกัน จึงควรรักและสามัคคีกันไว้ อีกจุดที่เป็นประเด็นหลักของเรื่องคือดราม่าครอบครัว ที่นักบินทุกคนจะต้องจากครอบครัวมาเป็นเวลานาน และไม่รู้ว่าคนข้างหลังจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แม้ว่าพวกเขาจะสามารถติดต่อกันได้ ซึ่งสำหรับบางคนอาจมองว่าซีรีส์นำเสนอประเด็นนี้มากเกินไป (แทบจะทุกตอน) จนดูซ้ำซากน่าเบื่อ              โดยภาพรวม Away จัดว่าเป็นซีรีส์ที่มีพลอตดีเรื่องหนึ่ง แต่การเล่าเรื่องที่ซ้ำซากและยืดเยื้อ อาจทำให้คนดูบางคนที่ชอบความกระชับฉับไว อาจรู้สึกไม่อยากดูต่อจนจบซีซั่นได้ และหากใครคาดหวังจะได้เห็นอารมณ์แบบหนังไซไฟ อาจต้องผิดหวัง เพราะถ้าให้จัดหมวดหมู่กันจริงๆ แล้วล่ะก็ เรื่องนี้จัดเป็นซีรีส์ดราม่าที่มีอวกาศเป็นฉากหลังเท่านั้น หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับ เว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตาม หนังต่างประเทศ เรื่องอื่นๆ เช่น รีวิวหนัง The mountain between us (ฝ่าหุบเขา เย้ยมรณะ) ได้อีกที่ filmograd.net หลังจากที่ไปท่องโลกในอวกาศกับหนังที่เราแนะนำให้ไปดูมาแล้ว เรามาต่อกันที่ รวมเว็บสล็อตออโต้ ศูนย์รวมเกมดีๆที่กำลังจะมาเปลี่ยนชีวิตทุกคน

รีวิวหนังที่มีเนื้อหาที่ทรงคุณค่าอย่าง The Martian : กู้ตาย 140 ล้านไมล์

“เดอะ มาร์เชียน” (The Martian) หนังปี 2015 ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายไซไฟอวกาศ เรื่องราวของมาร์ก วัทนีย์นักบินอวกาศลูกเรือของยานเอรีส ซึ่งได้รับภารกิจให้ไปสำรวจบนดาวอังคาร แต่ในระหว่างการเดินทาง ได้เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เพื่อนร่วมภารกิจทุกคนเข้าใจว่ามาร์กนั้นได้เสียชีวิตแล้ว จึงออกยานไปโดยทิ้งให้เขาอยู่เพียงลำพังบนดาวอังคาร ความน่าสนใจของหนังจึงอยู่ที่การต้องคอยลุ้น คอยเอาใจช่วยพระเอกมาร์กของเรา ว่าจะเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร “เดอะ มาร์เชียน” (The Martian) หนังปี 2015 ที่มีเนื้อหาที่สุดยอดมากๆ ด้วยความที่มาร์กเป็นคนอารมณ์ดี คิดบวก และมีสติ แม้จะเจอวิกฤตแค่ไหนก็ยังมีคำพูดติดตลกอยู่เสมอ จึงทำให้อารมณ์ของหนังออกมาไม่เครียด ยิ่งได้ภาพประกอบที่สวยอลังการ และเพลงประกอบสนุกๆด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ได้ความรู้สึกว่าพระเอกมาร์กของเราแกไม่ได้มีความกดดันกับเหตุการณ์นี้เท่าไหร่เลย เขาไม่ได้รอคอยความช่วยเหลือด้วยความฟุ้งซ่าน หรือตีโพยตีพาย แต่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เช่น ปลูกผักบนยานไว้กินประทังชีวิต แน่นอนว่าฉากอารมณ์แบบอ้างว้าง โดดเดี่ยว หวั่นไหว ย่อมมีบ้างตามสไตล์หนังแนวนี้ แต่ก็ไม่ได้มากเหมือนหนังอวกาศเรื่องอื่นอย่าง Gravity หรือ Intersteller อีกหนึ่งตัวละครที่เด่นและน่าประทับใจไม่แพ้กันคือ เมลิสซ่า ผู้บังคับบัญชาหญิงของยานเอริสที่มาร์กเป็นลูกเรือ เธอเป็นแบบอย่างของหัวหน้างานในฝันที่รักลูกน้อง ฉลาด กล้าตัดสินใจ มีภาวะผู้นำสูง และพร้อมจะเสียสละตัวเองได้ในสถานการณ์คับขัน นับว่าในความโชคร้าย มาร์กก็มีความโชคดีที่มีหัวหน้าและเพื่อนร่วมทีมที่เป็นเหมือนครอบครัว และพร้อมจะร่วมชะตากรรมไปด้วยกันไม่ว่าดีหรือร้าย ในบรรดาหนังอวกาศที่มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ  “เดอะ มาร์เชียน” (The Martian) นับเป็นหนังอารมณ์กลางๆ ที่ดูได้ทุกคน มีเพลงประกอบเพราะ และฉากสวยตระการตาเหมือนได้ไปท่องอวกาศกับตัวละครด้วย ส่วนตัวเอกอย่าง แมตท์ เดม่อน ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะมีน้อยครั้งที่เราจะผิดหวังกับการแสดงของผู้ชายคนนี้  หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับ เว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตาม หนังต่างประเทศ เรื่องอื่นๆ เช่น แนะนำหนังอิสระอย่าง “Jumper” หนังสุดมันส์ที่คุณต้องห้ามพลาด ได้อีกที่ filmograd.net อีกหนึ่งในเกมอัทรงคุณค่าอย่าง joker slot ที่คุณไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเกมนี้จะมาสร้างความมันส์ให้กับทุกคนแล้ว ยังจะมาเปลี่ยนชีวิตเพื่อนๆได้อย่างไม่ยากเลย

รีวิวซีรี่ย์สุดมันส์กับ “Alice in Borderland” (อลิซในแดนมรณะ ซีซั่น 1)

“Alice in Borderland” อลิสในแดนมรณะ ซีรีส์เรื่องใหม่ของ Netflix ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนขายดีของญี่ปุ่น เล่าถึงเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่บังเอิญหลงมาติดอยู่ในดินแดนร้างด้วยกัน โดยยังหาที่มาที่ไปไม่ได้ว่าใครเป็นคนพาพวกเขามา และที่แห่งนี้ก็ได้กลายมาเป็นแดนมรณะที่ทุกคนถูกบังคับให้ต้องเข้าร่วมเล่นเกม และเป็นเกมที่ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ทุกคนจึงต้องหาหนทางเอาชนะ เพื่อให้ได้วีซ่าต่อชีวิตในดินแดนนี้ และได้กลับออกไปยังโลกปกติในสักวันหนึ่ง  “Alice in Borderland” (อลิสในแดนมรณะ) ซีรี่ย์ที่ดัดแปลงมาจากมังงะญี่ปุ่น ซีรีส์เดินเรื่องโดยตัวเอกคือ “อลิสึ” เด็กหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ที่ครอบครัวและคนทั่วไปมองว่าไม่เอาไหน วันๆ ไม่สุงสิงกับใคร ไม่ทำงานอะไร นอกจากเล่นเกม แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในดินแดนที่เป็นเหมือนเกม ด้วยทักษะและพรสวรรค์ด้านการแข่งเกมที่ฝึกฝนมานาน จึงทำให้เขากลายเป็นดาวเด่นของที่นี่ ซึ่งถ้ามันเป็นเกมออนไลน์เขาคงจะสนุกไม่น้อย แต่นี่คือชีวิตจริงที่ไม่สนุกจนต้องหาทางหนี เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาชนะ มันจะต้องแลกมาด้วยเลือดและชีวิตของผู้ที่แพ้เสมอ พลอตของซีรีส์ไม่ใช่แนวแปลกใหม่อะไร แต่ก็เป็นที่น่าจับตาเสมอเมื่อมีใครเอาการ์ตูนมาทำเป็นหนังหรือซีรีส์ ซึ่ง “Alice in Borderland” เรื่องนี้ก็ทำออกมาได้ไม่เลว ดูแล้วสนุก ตื่นเต้น เครียด กดดัน และทำให้เราได้ลุ้นระทึกไปกับตัวเอกของเรื่องแทบจะตลอดเวลาตามสไตล์ของหนังแนว survival ซึ่งคนที่ชอบเล่นเกมอยู่แล้วน่าจะอินได้มากกว่าคนทั่วไป เพราะมันเหมือนกับได้ดูหนังไปด้วยเล่นเกมไปด้วย ได้ช่วยพระเอกคิดหาวิธีไขปริศนาไปเรื่อยๆ  แนวการเล่าเรื่องจะเป็นการแข่งเกมซักประมาณครึ่งเรื่อง ส่วนครึ่งหลังจะเปลี่ยนไปเน้นแนวดราม่า เน้นเรื่องอารมณ์ของตัวละครเป็นหลัก ความสนุกและอารมณ์ลุ้นๆ แบบในตอนต้นเรื่องจะดรอปลงไป แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์อีกเรื่องหนึ่งที่สามารถดูต่อเนื่องได้เพลินๆ แบบรวดเดียวจบ 8 ตอน โดยที่ไม่เบื่อเลยเหมือนกัน หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับ เว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตาม ซีรี่ย์ เรื่องอื่นๆ เช่น แนะนำซีรี่ย์เรื่อง “West World” ซีรีส์ไซไฟคาวบอยจากช่อง HBO ได้อีกที่ filmograd.net และเรามามันส์กันอย่างต่อเนื่องกันใน เว็บสล็อต เกมสุดฮิตที่ดีที่สุดในปัจจุบันนี้ เพื่อเติมเต็ม Energy และปลุกไฟในร่างกายของเราให้ลุกโชนอีกครั้ง

แนะนำซีรี่ย์เรื่อง “West World” ซีรีส์ไซไฟคาวบอยจากช่อง HBO

“West World” ซีรีส์ไซไฟคาวบอยของ HBO ที่นอกจากจะมีพลอตเรื่องน่าติดตามและโปรดักชั่นสุดอลังการแล้ว ยังเป็นการรวมตัวของนักแสดงคุณภาพอัดแน่นไว้ทั้งเรื่อง ใครที่ชื่นชอบเนื้อเรื่องแนวจินตนาการผสมปรัชญาแนวๆ The Matrix แล้วล่ะก็ จะต้องหลงรักเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย “West World” ซีรี่ย์ที่มีพลอตเรื่องและโปรดักชั่นสุดอลังการ สำหรับซีซั่น 1 ฉากในซีรีส์จะเป็นยุคคาวบอย ที่มีการขี่ม้า ดวลปืน มีโรงเหล้า หญิงบริการ มีนายอำเภอดูแลบ้านเมือง ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เห็นทั้งหมดเป็นเพียงโลกจำลองที่สร้างขึ้นโดยนายทุนยักษ์ใหญ่ เพื่อให้เหล่าบรรดาเศรษฐีมหาเศรษฐีทั้งหลายได้มาใช้บริการเพื่อหาความสำราญเหมือนมาเที่ยวสวนสนุกเท่านั้น   ความน่าสนใจของเรื่องอยู่ตรงที่ ตัวละครทั้งหมดที่อยู่ในโลกจำลองแห่งนี้ ไม่ใช่นักแสดงที่ถูกจ้างเพื่อให้มารับบทต่างๆ แต่เป็นหุ่นจำลองเสมือนจริงที่นายทุนสร้างขึ้น ซึ่งพวกเขามีความเหมือนมนุษย์จริงๆทุกอย่าง ไม่ใช่แค่หน้าตา ผิวพรรณ เนื้อหนังภายนอกเท่านั้น  แต่พวกเขายังถูกออกแบบมาให้มีความคิดอ่าน การแสดงออก การโต้ตอบที่เหมือนมนุษย์จริงๆไม่มีผิดเพี้ยน แม้กระทั่งตัวของหุ่นเอง ยังเข้าใจว่าตัวเองคือมนุษย์จริงๆคนหนึ่ง! (และความสนุกอีกอย่างหนึ่งของคนดูก็คือ การดูไปแล้วต้องเดาไปตลอดเรื่องว่า ที่จริงแล้วตัวละครแต่ละตัวที่เห็นอยู่นั้น ใครบ้างที่เป็นคนจริงๆ และใครกันที่เป็นหุ่น?!) จากที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์มาตลอด เมื่อต้องมารู้ความจริงว่าเป็นแค่หุ่นที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ความรู้สึกหลากหลายจึงเกิดขึ้น ทั้งตกใจ แปลกใจ เสียใจ น้อยใจ และเคียดแค้น! บอกได้เลยว่า สำหรับใครที่ชอบเสพอารมณ์ดราม่าจัดๆ เรื่องนี้มีให้ดูแบบจัดเต็มแน่นอน และเชื่อว่าหลายฉากคงได้เสียน้ำตาเพราะอินกับความรู้สึกของตัวละครหุ่นเหล่านี้ โดยพลอตของเรื่องถือว่าสนุกและน่าติดตามทีเดียว แต่ก็มีหลายฉากที่เล่าสลับไปสลับมาจนคนดูอาจงงกับไทม์ไลน์ได้เหมือนกัน ดังนั้นถ้าอยากจะดูเรื่องนี้ให้อิน ขอแนะนำว่าต้องดูตอนที่สภาพร่างกายมีความพร้อมสักหน่อย เพราะถ้าเหนื่อยหรือเพลียจนสมองล้าเกินไป อาจตามเรื่องไม่ทันจนทำให้ดูไม่สนุกได้  หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับ เว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตาม ซีรี่ย์ เรื่องอื่นๆ เช่น แนะนำซีรี่ย์ดีๆอย่าง “เอโนลา โฮมส์” (Enola Holmes) จาก netflix ได้อีกที่ filmograd.net ถ้าหากว่าดูหนังจบแล้ว และยังมูฟออนไม่ได้สักที เรามาเล่นเกมกันต่อได้ที่ ufabet เว็บตรง เเหล่งรวมเกมมันส์ๆที่มาเสิร์ฟทุกคนถึงที่

แนะนำหนัง “ฮอลิเดท” (Holidate) : แฟนกันเฉพาะวันหยุด

“ฮอลิเดท” (Holidate) หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ฟิลกู้ดอีกเรื่องหนึ่งของ Netflix ที่มีพลอตเรื่องง่ายๆ เชยๆ ตามสูตรของหนังแนวนี้เป๊ะๆ ว่าด้วยเรื่องของ “สโลน” สาวสวยสุดมั่นที่หวงความโสดของตัวเองนักหนา เพราะยังไม่ลืมบาดแผลจากรักครั้งเก่า แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ ครอบครัวและคนรอบข้างกลับมองว่าเธอนั้นปิดกั้นตัวเองเกินไป และพยาย๊ามพยายามจะช่วยหาทางให้เธอมีคู่ให้ได้ ถึงแม้ว่าสโลนจะแสดงออกให้ทุกคนได้เห็นว่าชีวิตโสดๆ ของเธอนั้นมันช่างสุดแสนจะแฮปปี้ก็ตาม  เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่อง “ฮอลิเดท” (Holidate) สโลนเหนื่อยใจกับคนรอบข้างที่คอยจับคู่เธอกับคนนั้นคนนี้เต็มที แต่ก็คิดไม่ตกว่าจะหาทางออกให้ตัวเองยังไง กระทั่งได้มาเจอกับ “จอห์นสัน” หนุ่มรูปหล่อคารมดีผู้ไม่นิยมการผูกมัดกับใครง่ายๆ ข้อตกลงประหลาดๆ ที่เรียกว่า “ฮอลิเดท (Holidate) จึงเกิดขึ้น โดยการให้จอห์นสันแกล้งมาเป็นแฟนปลอมๆ เพื่อให้เธอได้พาไปพบครอบครัวในวันหยุดเทศกาลต่างๆ ส่วนวันอื่นๆ ก็แยกย้ายตัวใครตัวมันไปตามระเบียบ  แรกๆ ก็เหมือนจะไม่มีอะไร แต่การที่จอห์นสันได้ใช้เวลากับครอบครัวของสโลนบ่อยๆ ทุกเทศกาล ก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและผูกพันกับครอบครัวนี้ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้ระหว่างเขากับสโลนเอง ความรู้สึกดีๆ ก็ค่อยๆ ก่อตัวทีละน้อยด้วยเช่นกัน  ด้วยพลอตของเรื่องที่เบาๆ และเดาง่าย จึงเหมาะจะเป็นหนังที่ดูกันเพลินๆ ในวันพักผ่อนสบายๆ ที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ก็ใช่ว่าทั้งเรื่องจะเบาใสไร้สาระไปซะหมด เพราะหลายฉากในเรื่องก็ทำให้ดูแล้วรู้สึกดีมากๆ ตามสไตล์ของหนังฟิลกู้ดเขาชอบทำกันนั่นแหล่ะ ส่วนฉากตลกก็ทำออกมาได้ดี ไม่ฝืด เรียกว่าดูไปแล้วต้องอมยิ้มไป หัวเราะไปตลอดทั้งเรื่องเลยล่ะ ส่วนงานภาพก็นับว่าทำออกมาได้ดีเช่นกัน มีฉากสวยๆ ของเทศกาลต่างๆ ให้เราได้ดูเยอะเลยทีเดียว นักแสดงก็มีแต่สวยหล่อทั้งนางเอกและพระเอก นับว่าเป็นหนังที่ดูแล้วให้ความรู้สึกเจริญตาเจริญใจมากๆ อีกเรื่องหนึ่ง หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับ เว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตาม หนังต่างประเทศ เรื่องอื่นๆ เช่น แนะนำหนังอิสระอย่าง “Jumper” หนังสุดมันส์ที่คุณต้องห้ามพลาด ได้อีกที่ filmograd.net แต่!! ความสนุกยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะเรามีเกมมาแนะนำกันอย่าง ufabet007 ที่จะมาตอบโจทย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นความสนุก หรือความเร้าใจต่างๆ มากันอย่างครบถ้วนเลยทีเดียว

แนะนำซีรี่ย์ดีๆอย่าง “เอโนลา โฮมส์” (Enola Holmes) จาก netflix

“เอโนลา โฮมส์ (Enola Holmes)” หนังเรื่องใหม่ของ Netflix ที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะสะดุดหูกันตั้งแต่ชื่อเรื่องเลยทีเดียว เพราะนามสกุลของนางเอกมันดันไปเหมือนกับ “เชอร์ล็อค โฮมส์ (Sherlock Holmes)” สุดยอดนักสืบในดวงใจของใครหลายคนนั่นเอง ใช่แล้วค่ะ เรื่องก็เป็นอย่างที่ทุกคนสงสัยนั่นแหล่ะ สาวน้อยเอโนลาคนนี้ เธอเป็นน้องสาวแท้ๆของพ่อเชอร์ล็อค โฮมส์ เขาจริงๆ  “เอโนลา โฮมส์” (Enola Holmes) อีกหนึ่งในซีรี่ย์ทรงคุณค่าที่คุณไม่ควรพลาด ความน่าสนใจของเรื่องนี้จึงมีอยู่หลายจุดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาหนุ่มซุปเปอร์แมนสุดล่ำอย่าง “เฮนรี่ คาวิลล์” มารับบทเชอร์ล็อค โฮมส์ พี่ชายนางเอก หรือพลอตของเรื่องที่มีความแปลกและน่าติดตาม หนังเริ่มด้วยการเล่าถึงเรื่องราวของตัวนางเอกคือสาวน้อยเอโนลา ที่อาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคน เพราะพี่ชายทั้งสองคือไมครอฟต์และเชอร์ล็อค ได้ออกไปใช้ชีวิตกันเองตั้งแต่เธอนั้นยังเล็กมาก แต่จู่ๆ แม่ของเธอก็ได้หายตัวออกไปจากบ้านอย่างลึกลับ ลูกชายทั้งสองจึงต้องเดินทางกลับมาที่บ้านเกิดเพื่อช่วยน้องสาวสืบหาตัวแม่แท้ๆ ของพวกเขา  เรื่องราวดูเหมือนจะดีที่พี่น้องได้กลับอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่อยู่ได้ไม่นาน เอโนลาก็ดันนึกพิเรนหนีออกจากบ้าน เพื่อไปตามหาแม่เองคนเดียว เพราะทนไม่ไหวกับพี่ชายคนโตจอมเฮี๊ยบอย่างไมครอฟต์ ที่เข้ามาจัดระเบียบชีวิตของเธอทุกอย่าง จนแทบจะกระดิกตัวไม่ได้เลย เรื่องราวการผจญภัยของสาวน้อยจอมซนจึงเริ่มต้นขึ้นหลังจากการหนีออกจากบ้านครั้งนี้นี่เอง            แม้ว่าหนังจะเป็นเรื่องราวของน้องสาวเชอร์ล็อค โฮมส์ แต่ถ้าใครคาดหวังจะได้ดูเรื่องราวการสืบเข้มๆ สไตล์เชอร์ล็อค โฮมส์แบบที่เคยดูมา ก็คงจะต้องผิดหวังกันพอสมควร เพราะหนังไม่ได้นำเสนอออกมาเป็นแนวนั้น ส่วนคาแรคเตอร์ของตัวเชอร์ล็อค โฮมส์เอง ก็ถูกตีความออกมาในแบบที่แตกต่าง ซึ่งรับรองว่าไม่เหมือนกับที่เคยดูมาจากเรื่องอื่นอย่างแน่นอน แต่จะเป็นแบบไหนนั้น คงต้องไปดูกันเอาเอง ส่วนถ้าใครที่จะตามมาดูเรื่องนี้เพราะเป็นแฟนคลับของนางเอก มิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ ล่ะก็ ได้ฟินกันแน่ๆ เพราะเรื่องนี้เธอดูเป็นสาวและสวยกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมาเลยทีเดียว หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับ เว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตาม ซีรี่ย์ เรื่องอื่นๆ เช่น The Untamed Liging Death ภาคต่อสุดประทับใจกับปรมาจารย์ลัทธิมาร ได้อีกที่ filmograd.net ถ้าหากว่าดูหนังจบแล้วแต่อารมณ์ยังไม่จบ เราแนะนำให้มาต่อกันที่ รวมเว็บสล็อต เว็บที่มีเกมต่างๆให้เราสนุกกันแบบต่อเนื่อง

“แฝด” อีกหนึ่งในหนังผีที่ติดอันดับ 1 ในเรื่องของความน่ากลัวมาหลายปีซ้อน

แฝดถือเป็นเรื่องของความผิดปกติอย่างหนึ่งในเรื่องของร่างกายและการเกิดของตัวอ่อน ในโลกนี้มีแฟนอย่างมากมายหลายแบบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นแฝดที่หน้าตาเหมือนกันคนละคน หรือเป็นแฝดที่ตัวติดกัน แต่บางครั้งการที่แฝด เกิดมาตัวติดกัน เขาอาจจะรักจะชอบในตัวของกันและกัน และไม่อาจที่จะแยกออกจากกันก็เป็นได้ แฝด อีกหนึ่งหนังผีสยองขวัญที่ได้ขึ้นแท่นเป็นหนังผีแนวหน้ายอดนิยมที่จะพากันกระตุกขวัญเหล่าคอหนังสยองขวัญ และกวาดรายได้ไปอย่างมากมาย ถ้าหากใครที่ชื่นชอบดูหนังผีก็คงที่จะไม่พลาดหนังเรื่องนี้กันเลยค่ะ สำหรับวันนี้นักเขียนก็จะมาแนะนำหนังเรื่องนี้ให้เพื่อนๆได้รับชมกันนะคะ เรื่องราวของหนังเรื่อง “แฝด” เปิดเรื่องมาที่ พิม เธอได้กลับเข้าบ้านมาในตอนดึกแต่ก็ต้องตกใจที่บ้านมืดสนิทแล้วก็พบกับหน้าของวีคนรักของเธอ พร้อมกับเพื่อนๆชาวเกาหลีที่รอมาเซอร์ไพรส์เค้กวันเกิดให้กับเธอ บรรยากาศในงานเลี้ยงเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งได้หยิบไพ่มาเล่นกับพิมและเพื่อนคนนั้นก็ได้ทักพิมว่า มีใครคนหนึ่งกำลังจะกลับมาหาเธอ กลางดึกคืนหนึ่งวีได้รับโทรศัพท์ แม่ของพิมล้ม จึงทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจกลับไปที่ไทยกันอีกครั้งเพื่อไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล แต่แม่ก็ยังไม่รู้สึกตัว ในช่วงเวลาแบบนี้ซึ่งทำให้พิมนั้นต้องกลับมาพักที่บ้าน ซึ่งบ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านที่เธอเคยอยู่คู่กับแฝดของเธอหรือพลอยนั่นเอง จึงทำให้เธอนึกคิดถึงพลอยไปในชั่วขณะ แต่แล้วคือกลับมาบ้านก็พบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้านยังคงเหมือนเดิม เธอนั้นรู้สึกว่าพลอยยังอยู่เสมอ และเหตุการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป มาติดตามชมกันว่าหลังจากที่พิมพ์กลับมาที่บ้านหลังเดิมที่มีความรู้สึกและมีความทรงจำต่างๆกับพลอยจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทั้งสองต้องแยกจากกันโดยที่ไม่ได้อยากแยก ใครอยู่ ใครตาย รวมกันลุ้นระทึกขวัญและไขปริศนาไปด้วยกันได้ในหนังผีเรื่อง แฝด  หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนังไทยเรื่องอื่นๆ เช่น “ลัดดาแลนด์” หนังผีที่ได้รับฉายาสุดยอดหนังผีน่ากลัวเต็มอันดับในประเทศไทย ได้อีกที่ filmograd.net

แนะนำหนังอิสระอย่าง “Jumper” หนังสุดมันส์ที่คุณต้องห้ามพลาด

จะดีกว่าไหมถ้าหากคนสามารถไปไหนมาไหนได้ตลอดทั้งวันและเมื่อไหร่ก็ได้เพียงแค่คุณเห็นภาพในสถานที่แห่งนั้นคุณก็จะสามารถนึกถึงสถานที่นั้นและไปอยู่ในสถานที่นั้นได้ในทันที สำหรับวันนี้กลับมาพบกันอีกครั้งในการแนะนำหนัง หนังที่นักเขียนจะนำมาแนะนำให้กับเพื่อนๆทุกคนได้ชมกันในวันนี้ก็คือหนังเรื่อง Jumper โดยภายในหนังเองก็ดำเนินเนื้อเรื่องไปได้อย่างสนุกไม่น่าเบื่ออีกทั้งยังตื่นเต้นเอาเป็นอย่างมากไม่ว่าตัวละครจะโผล่ไปที่ไหนต่างก็ต้องหลบหนีจากฝ่ายตรงข้ามไปในทุกที่ ถ้าหากใครที่ชอบหนังแนวนี้ สามารถติดตามรับชมคำแนะนำได้ในบทความนี้แบบเบื้องต้นได้เลยนะคะ เรื่องราวของหนังเรื่อง “Jumper” เดวิด เด็กหนุ่มมัธยมผู้ที่มีปัญหาทางบ้านและเขานั้นตัวเป็นคนเก็บกดเอาเสียมากๆ ตัวของเดวิด เขาอาศัยอยู่กับพ่อเพียงสองคน เพราะแม่ได้ทิ้งเขาไปตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็น และเขากลับพ่อก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่ เดวิดเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่ค่อยมีเพื่อนทำให้เขานั้นถูกเพื่อนแกล้ง มีอยู่วันหนึ่งเขาเกิดไปหลงรักมิลลี่ สาวหน้าตาดีในโรงเรียน เมื่อมาถึงวันเทศกาลสำคัญเดวิดก็ได้เอาของขวัญไปให้กับมิลลี่ แต่กลับถูกฟันของมิลลี่นำของขวัญขว้างทิ้งไปบนแผ่นน้ำแข็ง เดวิด จึงตามไปเก็บมันในขณะนั้นเองเขาก็ตกลงไปในแผ่นน้ำแข็ง จนทำให้เขาจะขาดอากาศหายใจอยู่ๆเขาก็โผล่มาที่ห้องสมุด แบบตัวเปียกแล้วสำลักน้ำ เรื่องนี้มันแปลกมาก เมื่อเขากลับบ้านมาพ่อก็บ่นว่าทำไมเขาถึงกลับช้า แต่เดวิดไม่สนใจจึงได้ขึ้นห้องไปและครุ่นคิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงทำให้เขาได้ลองดูอีกครั้งก็พบว่าเขาสามารถไปที่ห้องสมุดได้เพียงแค่นึกถึง เมื่อเขารู้ว่าตัวเองสามารถไปในสถานที่ที่นึกถึงได้ เขาก็เริ่มฝึกมันให้ชำนาญมากยิ่งขึ้น หลังจากที่เขาเรียนรู้มันจนชำนาญแล้วก็เป็นเหตุผลที่ว่าเขาไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านหลังนี้อีกต่อไปจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อที่จะไปใช้ชีวิตคนเดียว เราได้เรียนรู้การ Jump ไปมา ในทุกวันเขาจะสามารถไปไหนก็ได้ มาดูกันว่าหลังจากที่เขามีอิสระแล้วเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร และในความสามารถพิเศษของเขานี้จะนำพาอะไรมาสู่ตัวของเขาหรือไม่ ติดตามชมได้ในหนังเรื่อง Jumper  หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บรีวิวหนัง อย่าลืมติดตามหนังต่างประเทศเรื่องอื่นๆ เช่น แนะนำหนังสุดระทึกขวัญจากสเปนอย่างเรื่อง “The Bar” งานนี้บอกเลยว่ามีงง ได้อีกที่ filmograd.net